http://www.zhenguhealthland.com
  สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com 
 หน้าแรก  บทความ ข่าวสาร  เว็บบอร์ด  รวมรูปภาพ  คลิปวีดีโอ  ติดต่อเรา
ค้นหา  ประเภทการค้นหา   
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 04/04/2008
ปรับปรุง 12/10/2018
สถิติผู้เข้าชม199,033
Page Views238,022
สินค้าทั้งหมด 1
Menu
หน้าแรก
บทความ
ข่าวสาร
เว็บบอร์ด
รวมรูปภาพ
คลิปวีดีโอ
ติดต่อเรา
ถ้วยดูดสุญญากาศ
การนวดฝ่าเท้า
สิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้นจากแพทย์ทางเลือกสามประสาน ประสบการณ์ผู้ป่วย
บำบัดอาการโรคมะเร็ง
บำบัดอาการโรคหัวใจ
บำบัดอาการโรค SLE
บำบัดอาการโรคความดันโลหิตสูง
บำบัดอาการโรคข้อต่อต่างๆ
ผลงานของอาจารย์สุทัศน์
เสนอนำแพทย์ทางเลือกสามประสาน เสริมช่วยปฎิรูปสาธารณสุข

ศูนย์เสริมสุขภาพเซิ่งกู่ ผู้เชี่ยวชาญแพทย์ทางเลือกสามประสาน

                                                               ศูนย์เสริมสุขภาพเซิ่งกู่  

เป็นศูนย์ที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการนำแพทย์ทางเลือกสามประสาน มาเสริมสร้างสุขภาพและเสริมช่วยวงการแพทย์ปัจจุบัน  บำบัดขจัดแก้ไขอาการโรคต่าง ๆ โดยเฉพาะอาการโรคของระบบหลอดเลือดที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

แพทย์ทางเลือกสามประสาน  คืออะไร

  1. การนวดฝ่าเท้าแบบจีน
  2. การนวดกดจุดลมปราณ
  3. การครอบกระปุก (วางถ้วยดูดสุญญากาศ)

 

                                                               

                 อาจารย์สุทัศน์ (คนกลาง) ถ่ายภาพคู่กับ อาจารย์ จงเชิงเวย (คนขวา)

 

                         แพทย์ทางเลือกสามประสาน  คือ  ศาสตร์การนวดฝ่าเท้าแบบจีน   ประสานกับศาสตร์การนวดกดจุดลมปราณ   และประสานกับศาสตร์การวางครอบถ้วยดูดสุญญากาศ   และยังประสานกับทฤษฎีพื้นฐานการแพทย์จีน   ทฤษฎีของระบบอวัยวะ  (แพทย์แผนปัจจุบัน)   ซึ่งเป็นวิธีบำบัดโรคแบบองค์รวม  (ทั่วหน้า)ควบคู่กับขจัดแก้ไขอาการโรคที่รุนแรง  (โรคเฉพาะทาง)   ไปพร้อมกัน   เป็นวิธีบำบัดที่สอดคล้องกับสุขภาพของผู้คนในสมัยสังคมปัจจุบัน   เป็นวิธีที่สามารถเสริมสร้างสุขภาพ   และสามารถเสริมช่วยวงการแพทย์ขจัดแก้ไขอาการโรคต่างๆ  โดยเฉพาะอาการโรคของหลอดเลือด   เช่น  โรคความดันโลหิตสูง   เบาหวาน  โรคหัวใจ   ไตบกพร่อง   ต่อมลูกหมากโต   ระบบย่อยขับถ่ายไม่ปกติ   ท้องผูก  ปวดหัว  เวียนศีรษะ  และข้อต่อต่างๆ  เจ็บปวดอักเสบ   ฯลฯ


 จากการเผยแพร่ข้อมูลโดยกระทรวงสาธารณสุข   และองค์การอนามัยโลก  (WHO) 

              -   ทั่วโลกเฉลี่ยต่อปีจะมีผู้ป่วยเป็นมะเร็ง  14 ล้านคน   เสียชีวิต  8 ล้าน  สำหรับคนไทยเสียชีวิตด้วยมะเร็ง  67,000  คน  (ปี พ.ศ. 2558)  โรคมะเร็งที่คนไทยเป็นมากสุด  คือ  มะเร็งปอดและตับ

              -    ปี พ.ศ. 2556  คนไทยเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ  54,5301 คน  เฉลี่ยต่อวัน  154 คน เฉลี่ยต่อชั่วโมง  6 คน

                   ปี  พ.ศ. 2557  คนไทยเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ  58,681  คน เฉลี่ยต่อวัน  161 คนต่อชั่วโมง  7 คน  และยังมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

               -   คนไทยพบผู้ชาย  48 ปีขึ้นไป  5/10 จะพบต่อมลูกหมากโต     1/5 จะเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก

               -   ปัจจุบันทั่วโลกป่วยโรคไตเรื้อรังมากกว่า  850 ล้านคน  คิดเป็น  10% ของชาวโลก  ล้างไต  25  ล้านคน  สำหรับประเทศไทยมีผู้ป่วยไต  1  ล้านคนคิดเป็น  17 %  ของประชากร  มีผู้ป่วยต้องล้างไตราว  1 แสนคนเพิ่มปีละ  1  หมื่นคน

               -   5 ปีที่ผ่านมามีผู้ป่วยเป็นความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้นจาก  3,936,171  คน  เป็น   5,597,671  คน

               -   ส่วนอาการโรคเบาหวาน   ผมยังหาตัวเลขไม่ได้ว่าปัจจุบันคนไทยป่วยเป็นโรคเบาหวานมีกี่คน   เพียงแต่ได้ข้อมูลของกรมการควบคุมโรคกระทรวงสาธารณสุข  ถึงปี  พ.ศ. 2553  คนไทยเป็นเบาหวานจะเพิ่มขึ้นเป็น  5.3 ล้านคน  และต่อวันจะมีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้  200  คน เฉลี่ย  8 คนต่อชั่วโมง

               -   สตรีไทยพบเนื้องอกที่มดลูกรังไข่  บริเวณเต้านม   หรือกระทั่งเป็นมะเร็งนับวันจะเพิ่มมากขึ้นเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ประชากรไทยนับปีจะลดน้อยลง

                   ปี  พ.ศ. 2561  รัฐบาลจัดสรรงบประมาณให้กระทรวงสาธารณสุข  262,439.60  ล้านบาท   จัดสรรให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพ  (สปสช)  177,367.97  ล้านบาท  ใช้จ่ายกับผู้มีบัตรทองใช้สิทธิ

                    ถึงแม้รัฐบาลปีหนึ่งๆ  จะจัดสรรงบประมาณมากมายให้กับกระทรวงสาธารณสุข   รวมทั้งสำนักงานหลักประกันสุขภาพ (สปสช)  เพื่อดูแลใช้จ่ายการเสริมสร้างสุขภาพและบำบัดอาการโรคต่างๆ  ให้กับประชาชน   แต่สุขภาพของคนไทยกลับทรุดโทรมอ่อนแอ   ผู้คนกลับล้มป่วยเจ็บตายเพิ่มมากขึ้นทุกปี   โดยเฉพาะมีข้อมูลความจริงที่รู้กันทั่วไปว่า   จนถึงปัจจุบันอาการโรคของหลอดเลือดหลายๆ  อาการโดยเฉพาะเกี่ยวกับอาการโรคที่เรื้อรังรุนแรง     ยังไม่สามารถถูกวงการแพทย์แขนงต่างๆ  (ทั้งแพทย์แผนปัจจุบันและแพทย์แผนโบราณ)   ขจัดแก้ไขทุเลาหายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปัจจัยลบต่างๆ  ที่กระทบกระเทือนบั่นทอนสุขภาพของผู้คนส่วนมาในสังคมปัจจุบัน  จนทำให้ผู้คนล้มป่วยเจ็บตายมากมาย

                ในสมัยโบราณ  สมัยที่นานาประเทศยังเน้นทำการเกษตรกรรม   ใช้แรงงานทำงานเป็นหลัก  ปัจจัยลบต่างๆ  ที่กระทบกระเทือนบั่นทอนสุขภาพของผู้คนในสมัยนั้น   จนทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยไม่สบายส่วนมากจะมาจากพิษของอากาศ   เช่น  ลมพิษ   ความเย็น ความร้อน  อบอ้าว  ความชื้น   ความแห้ง (ร้อน)  และไฟ  (ความร้อนที่พุ่งสูง)   ส่วนปัจจัยภายในจะเกิดจากอารมย์ในร่างกายที่ปรวนแปลผิดปกติ  เช่น

               -   ความยินดีเกินไปกระทบหัวใจ

               -   ความโกรธกระทบกระเทือนตับ   

               -   ความเศร้าโศกเกินไปทำลายลมปราณปอด  แล้วไปมีผลกระทบอวัยวะอื่น

               -   ความครุ่นคิดมากเกินไป   กระทบกระเทือนระบบย่อยขับถ่าย

               -   ความหวาดกลัว  กระทบกระเทือนไต

                มนุษย์ในสมัยก่อนดังกล่าว  เวลาเกิดอาการเจ็บป่วยไม่สบาย  จะถูกขจัดแก้ไขบำบัดทุเลาหายได้โดยเร็ว   สาเหตุเพราะผู้คนส่วนมากยังสามารถรักษาความสมดุลของร่างกายค่อนข้างได้ดี   เนื่องจากดำเนินชีวิตอยู่ในท่ามกลางธรรมชาติ    สิ่งแวดล้อม  มลภาวะไม่เป็นพิษ  ชั้นอากาศบริสุทธิ์   อาหารการกินการดื่มที่บริโภคมาจากธรรมชาติ   หรือผลิตแบบธรรมชาติ     และคนส่วนมากจะเคลื่อนไหวร่างกายอยู่เกือบตลอดเวลา   เดินทางสัญจรใช้  2 เท้าเดินทางเป็นหลัก   2  ข้างมือก็ขยับทำงานอยู่เกือบตลอดเวลา   เลือดลมร่างกายไหลเวียนมีประสิทธิภาพเวลาเกิดเจ็บป่วยไม่สบาย   ใช้วิธีออกกำลังกาย  รำมวย   รำไท้เก๊ก  ฝึกกำลังภายใน  นั่งสมาธิ  ถ้าอาการหนักรุนแรงขึ้นหาแพทย์แผนโบราณหมอชาวบ้าน   รับการบำบัดด้วยการทานยาสมุนไพร   หรือรับการนวดฝ่าเท้า   กัวซา  นวดแผนโบราณ   นวดกดจุดลมปราณ   ฝังเข็ม   วางครอบถ้วยดูด   อาการเจ็บป่วยไม่สบายที่มีอยู่จะถูกขจัดแก้ไขทุเลาหายได้เร็ว

               ปัจจัยลบต่างๆ  ที่คอยกระทบกระเทือนบั่นทอนสุขภาพของมนุษย์ในสมัยสังคมปัจจุบัน   จากปัจจัยภายนอกร่างกายมนุษย์ยังจะถูกกระทบกระเทือนบั่นทอนจากดิน  ฟ้า  อากาศ  ที่เปลี่ยนแปลงรุนแรง  ส่วนภายในก็เช่นเดียวกันจะถูกกระทบกระเทือนบั่นทอนจากอารมณ์จิตใจที่ผันแปรของภายในร่างกาย     แต่ยังมีอีกหลายปัจจัยที่คอยบั่นทอนสุขภาพร่างกายเราอย่างรุนแรง   จนบางเวลาเราจะต้านทานรับไม่อยู่  เช่น

               -   สิ่งแวดล้อมมลภาวะเป็นพิษ   ชั้นอากาศเต็มไปด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์   ก๊าซพิษต่างๆ  ซึ่งเกิดจากการปล่อยก๊าซพิษของโรงงานต่างๆ    ควันดำควันพิษจากพาหนะเครื่องยนต์ต่างๆ ความร้อยก๊าซพิษจากเครื่องปรับอากาศ    ควันพิษจากการเผ่าป่า  ฯลฯ

               -    อาหารการกินการดื่มที่เราบริโภคอยู่   ส่วนมากจะเติมใส่สารเคมี  หรือ  กระทั่งสารยาเคมีฆ่าเชื้อฆ่าแมลง

                    ร่างกายมนุษย์เราซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ   ธรรมชาติสร้างมนุษย์เรามา  พ่อแม่ให้กำเนิดร่างกายเรามา   อวัยวะต่างๆ  ในร่างกายสอดคล้องกลมกลืนกับธรรมชาติ   เช่น  หายใจสูบอากาศที่บริสุทธิ์   บริโภคอาหารการกินการดื่มที่มาจากธรรมชาติหรือผลิตแบบธรรมชาติ   ร่างกายก็จะสามารถขับของเสียสารพิษส่วนเกินออกจากร่างกายโดยปริยาย    แต่สมัยนี้วันๆ  เรารับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์   ก๊าซพิษต่างๆ  สารยาเคมีสารพิษต่างๆ  เข้ามาในร่างกายเรา   ซึ่งของเสียสารพิษต่างๆ  เหล่านี้  ไม่สอดคล้องกับร่างกายมนุษย์เรา   และเป็นวัตถุส่วนเกินที่ย่อยสลายยาก    โดยเฉพาะยังมีสารพิษบางอย่างก่อเกิดผลข้างเคียงบั่นทอนประสิทธิภาพงานของลำคอ  ปอด  กระเพาะอาหาร  ฯลฯ   แล้วมนุษย์เรา   อวัยวะร่างกายเราจะมีความสามารถ  มีปัญญาที่จะขับของเสียสารพิษต่างๆ  ออกจากร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร

                     ปัจจัยลบอีกตัวที่เป็นตัวการบั่นทอนสุขภาพร่างกายมนุษย์ก็คือ  วิธีการดำเนินชีวิตของมนุษย์ในสมัยสังคมปัจจุบันที่สวนทางขัดกับธรรมชาติ   ธรรมชาติสร้างมนุษย์ให้มี  2 เท้า  ก็เพื่อให้เดิน   เพื่อขับเคลื่อนร่างกายมีการเคลื่อนไหว  สร้าง  2 แขน  2 มือ  เพื่อให้ขยับทำงาน   ก็เพื่อให้ไปกระตุ้นกลไกของเขตสะท้อนที่กระจายอยู่  2 ข้างฝ่าเท้า  และกลไกระบบเส้นประสาท   เซลล์ประสาท  เส้นลมปราณและจุดลมปราณต่างๆ   ที่กระจายอยู่ทั่วร่างกาย   เพื่อกระตุ้นผลักดันให้เลือดที่ไหลเวียนอยู่ในระบบหลอดเลือด   ไหลเวียนอย่างมีประสิทธิภาพ   และขับเคลื่อนให้อวัยวะต่างๆ  ในร่างกายปรับการปฏิบัติหน้าที่งานที่มีประสิทธิภาพ   เนื่องจากกลไกต่างๆ  เหล่านี้มีเกี่ยวสัมพันธ์กับการปฏิบัติหน้าที่งานของเลือดในหลอดเลือด   และอวัยวะต่างๆ  ในร่างกายอย่างแน่นแฟ้น    แต่เนื่องจากในสมัยสังคมปัจจุบันจากวิทยาศาสตร์   เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าทันสมัย  และสังคมที่มีอุปกรณ์เครื่องจักรที่ผ่อนแรงถูกผลิตออกมามากมาย   บนถนนมีรถยนต์   รถไฟฟ้า  ฯลฯ  บนอากาศมีเครื่องบิน   บนน้ำมีเรือยนต์    ทำให้เราเดินทางสัญจรไปไหน   ไม่ต้องใช้  2  เท้าเดินทางเป็นหลัก   และ  2 มือก็เกือบไม่ต้องขยับทำงาน   ผลเสียที่ตามมาก็คือทำให้กลไกของเขตสะท้อน   กลไกของระบบเส้นประสาท   และกลไกของระบบเส้นลมปราณในร่างกายเรา   ประสิทธิภาพตกต่ำ  เสมือนถูกบล๊อกไว้และส่งผลทำให้เลือดที่ไหลเวียนอยู่ในหลอดเลือดไหลเวียนช้าลงไร้ประสิทธิภาพ   แล้วส่งผลทำให้อวัยวะต่างๆ  ประสิทธิภาพงานพลอยตกต่ำไปด้วย   โดยเฉพาะกลไกของระบบย่อยขับถ่าย  ระบบกลั่นกรอง   ระบบดุลยภาพร่างกายประสิทธิภาพตกต่ำ   ร่างกายมนุษย์ก็จะไม่สามารถขับของเสียสารพิษต่างๆ  ออกจากร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพ   จะมีของเสียสารพิษต่างๆ  ทยอยตกค้างอยู่ในร่างกาย  บวกรวมกับก๊าซพิษต่างๆ  สารเคมีสารพิษต่างๆ   ที่สะสมอยู่ในร่างกาย   ก็จะรวมไปเกาะติดอยู่ตามผนังหลอดเลือดของอวัยวะต่างๆ  สะสมนานวันก็จะกลายเป็นของเหลวเป็นลิ่มเลือด  หรือกระทั่งเป็นก้อนเนื้อ  เนื้อร้าย  ทำให้ผนังหลอดเลือดนับวันยิ่งแคบลง   เลือดไหลเวียนไม่โล่ง  ติดขัด  อาการเจ็บป่วยไม่สบายต่างๆ  ตามร่างกายก็ตามเกิดขึ้น  ปัจจัยลบต่างๆ  ที่คอยกระทบกระเทือนบั่นทอนสุขภาพร่างกายเช่นนี้   เป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้คนส่วนมากในสมัยสังคมปัจจุบันมีสุขภาพภูมิคุ้มกันที่ตกต่ำ   และง่ายก่อเกิดเป็นโรคต่างๆ  ได้ตามมา

 

กลุ่มบุคคลที่ง่ายก่อเกิดเป็นโรคหรือกระทั่งเกิดเป็นอาการโรครุนแรง

                -   กลุ่มบุคคลที่ยังไม่ตื่นตัวสนใจดูแลเสริมสร้างสุขภาพของตน  ไม่ออกกำลังกายหรือออกกำลังกายเพียงเล็กๆ น้อยๆ    แต่ยังดื่มเหล้า   เบียร์  สูบบุหรี่  นิยมทานอาหารประเภทไขมัน  โปรตีน  เผ็ด  รสเค็ม  รสจัด  ทำงานหนัก  พักผ่อนน้อย   ดำเนินชีวิตไม่มีระเบียบไร้ประสิทธิภาพ   ส่งผลทำให้ภูมิคุ้มกันตกต่ำ   โดยเฉพาะระบบย่อยขับถ่ายตกต่ำ   ก็จะทำให้ก่อเกิดอาการโรคอื่นๆ  ตามมา

                 -   หนุ่มสาวที่มีภาระรับผิดชอบมาก  ทั้งจากครอบครัวและงานการที่ต้องรับผิดชอบ   ทำให้ต้องทำงานหนัก   บ่อยครั้งต้องทำงานเกินเวลาพักผ่อนไม่เพียงพอ   ไม่สามารถจัดสรรเวลาออกกำลังกายเป็นประจำ  (หรือไม่นิยมออกกำลังกาย)  นิยมใช้เครื่องดื่มที่มีสารกาแฟอิน  เช่น  กาแฟ  ชา  มากระตุ้นอารมณ์สติในการทำงาน   บ่อยครั้งนานวันจะบั่นทอนถึงประสิทธิภาพงานของไต  ภูมิคุ้มกันตกต่ำ   และง่ายก่อเกิดเป็นอาการเจ็บป่วยไม่สบายตามมา    และเวลาเกิดเจ็บป่วยไม่สบายนิยมอาศัยแต่ยามาขจัดแก้ไขอาการที่มีอยู่   ทำให้ภูมิคุ้มกันยิ่งตกต่ำ

                 -   กลุ่มบุคคลที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในบริเวณ (หรือรัศมี)  ของโรงงานต่างๆ  ที่ผลิตสินค้า  ผลิตภัณฑ์เกี่ยวสัมพันธ์กับวัตถุ  สารเคมี    โดยเฉพาะเคมีที่มีพิษรุนแรง   จากฝุ่นละออง  สารเคมีสารพิษที่ทยอยซึมเข้ามาในร่างกาย  ทยอยเกาะติดสะสมอยู่ตาม  ปอด  และหลอดลม  นานวันก็จะก่อเกิดเป็นโรคหลอดลมอักเสบ  ปอดอักเสบและลามทำให้หัวใจและอวัยวะอื่นในร่างกายพลอยบกพร่องและก่อเกิดเป็นโรคร้าย  โรครุนแรงตามมา  กลุ่มบุคคลดังกล่าวนี้มีปริมาณค่อนข้างมาก   เนื่องจากประเทศเราเน้นพัฒนาขยายอุตสาหกรรมแขนงต่างๆ 

                -   กลุ่มผู้สูงวัยที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกปี  ตามความคิดของผู้คนทั่วไปในสังคมว่า   คนเราเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้นอวัยวะต่างๆ  ในร่างกายจะทยอยเสื่อมถอยลง   ร่างกายจะอ่อนแอ  และง่ายก่อเกิดเป็นอาการโรคต่างๆ  ตามมา  โดยเฉพาะก่อเกิดอาการโรคประจำเรื้อรังต่างๆ  เช่น  ความดันโลหิตสูง  เบาหวาน  ต่อมลูกหมากโต  โรคหัวใจ  ข้อต่อต่างๆ เจ็บปวดอักเสบ  ฯลฯ   และผู้สูงวัยส่วนมากยังขาดความรู้  วินัย  ในการดูแลเสริมสร้างสุขภาพที่มีประสิทธิภาพ  เช่น  ออกกำลังกายให้เป็นประจำทุกวัน   บริโภคอาหารให้ถูกหลักอนามัย    แต่กลับปลูกฝั่งว่าเป็นโรคแล้วต้องรับประทานยามาประคับประคองกับอาการโรคที่มีอยู่     โดยไม่คาดคิดว่ายาหลายๆ  อย่างที่รับประทานต่อเนื่องนานปี    ก่อเกิดผลข้างเคียงบั่นทอนประสิทธิภาพงานของไต   กระเพาะอาหาร  ลำไส้    ทำให้ภูมิคุ้มกันยิ่งอ่อนแอและง่ายก่อเกิดอาการโรคแทรกซ้อนตามมา

สาเหตุที่จนถึงปัจจุบันวงการแพทย์   ยังไม่สามารถบำบัดขจัดแก้ไขอาการโรคของหลอดเลือดต่างๆ  โดยเฉพาะเกี่ยวกับโรคเรื้อรัง   โรคที่รุนแรงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ตามทัศนะคติของผม  สาเหตุมีส่วนเกิดจาก

                1.  ผู้คนส่วนมากในสังคมปัจจุบัน   โดยเฉพาะผู้คนที่ดำเนินชีวิตอยู่ตามหัวเมืองต่างๆ  มีสุขภาพภูมิคุ้มกันอ่อนแอ   เลือดในร่างกายไหลเวียนไร้ระเบียบ   ไร้ประสิทธิภาพ   นอกจากง่ายก่อเกิดอาการหวัด  คอเจ็บ  ปวดหัว   ในร่างกายยังมีอาการไม่ปกติหลายอย่างซ้อนเร้นอยู่   หรือกระทั่งสะท้อนออกอาการเจ็บป่วยไม่สบาย  เช่น  ผู้คนส่วนมากจะมีอาการระบบย่อยขับถ่ายไม่ปกติ   ท้องผูก  ไตพร่อง  ต่อมลูกหมากโต  หรือกระทั่งเป็นมะเร็ง  ปวดเอว  ข้อเข่า  ข้อไหล่  ต้นคอ  บ่าเจ็บปวดอักเสบ   สตรีมดลูก  รังไข่  บริเวณทรวงอกเต้านมมีเนื้องอก   หรือกระทั่งเนื้อร้ายมะเร็ง   ความดันโลหิตสูง  เบาหวาน  ปอด  หัวใจ  หลอดเลือดตีบตัน ฯลฯ  และมีผู้ป่วยหลายๆ  คนร่างกายมีอาการโรคหลายอย่างแทรกซ้อน   ทำให้สุขภาพร่างกานสลับซับซ้อน

                 2. วงการแพทย์แขนงต่างๆ  เวลาทำการบำบัดขจัดแก้ไขอาการโรคให้กับผู้ป่วย  ส่วนมากจะเน้นใช้วิธีบำบัดโรคเฉพาะทาง  (เฉพาะอาการโรคที่เจ็บป่วยรุนแรง)   วิธีบำบัดดังกล่าว   สำหรับผู้ป่วยที่ยังมีภูมิคุ้มกันที่ไม่อ่อนแอมาก   ร่างกายไม่มีอาการโรคแทรกซ้อน    อาการโรคที่มีอยู่จะ   (หรืออาจจะ)  ถูกขจัดแก้ไขทุเลาหายดีโดยเร็ว   แต่สำหรับผู้ป่วยที่สุขภาพร่างกายภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอ   โดยเฉพาะร่างกายยังมีอาการโรคหลายอย่างแทรกซ้อน   ถึงแม้อาการที่เจ็บป่วยรุนแรงจะ  (หรืออาจจะ)  ถูกบำบัดขจัดแก้ไขทุเลาดีขึ้น   แต่เนื่องจากทั่วร่างกายผู้ป่วยยังคงความเสียสูญอยู่   เลือดไหลเวียนยังไร้ระเบียบ   ไม่ช้าไม่นานอาการเจ็บป่วยไม่สบายที่เพิ่งทุเลาไปไม่นาน   ก็อาจกลับมาเกิดอาการเจ็บป่วยอีก   โดยเฉพาะถ้าหากวิธีบำบัดหรือการใช้ยาบำบัดโดยแพทย์แขนงใดๆ    แล้วก่อเกิดผลข้างเคียง   กระทบกระเทือนบั่นทอนถึงอวัยวะหลักในร่างกาย  เช่น  กระเพาะอาหาร  ลำไส้  ไต  ฯลฯ  ก็มีความเสี่ยงที่จะทำให้ร่างกายผู้ป่วยเกิดอาการโรคแทรกซ้อนตามมา  ภูมิคุ้มกันยิ่งตกต่ำ

                3.  ปัจจุบันแพทย์ส่วนมากจะมองข้ามความสำคัญ  ประโยชน์  หน้าที่สรีระของเขตสะท้อนที่กระจาย   2  ข้างฝ่าเท้า   ซึ่ง  4 – 5 พันปีก่อนมนุษย์ก็พบว่าที่  2  ข้างฝ่าเท้าร่างกายมนุษย์มีเขตสะท้อนกระจายอยู่มากมาย   แต่ละเขตมีเกี่ยวสัมพันธ์กับเลือดที่ไหลเวียนหล่อเลี้ยงอย่างเน้นเฟ้น   และแต่ละเขตสะท้อนจะเกี่ยวสัมพันธ์กับอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งในร่างกาย   ซึ่ง  2 ข้างฝ่าเท้ายังมีเส้นลมปราณ  จุดลมปราณ  เส้นประสาท   เซลล์ประสาท  แต่ละฝ่าเท้ามีปลายประสาทรับความรู้สึก  7,200  ตัว  2 ข้างเท้าจึงมีบทบาทสำคัญและหน้าที่ประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายมาก    แต่แพทย์เวลาบำบัดอาการโรคจะเน้นขจัดแก้ไขอวัยวะต่างๆ  ในร่างกายที่มีอาการผิดปกติ  โดยไม่ไปสนใจ   หรือขจัดแก้ไขอาการผิดปกติ    เจ็บปวดไม่สบายของเขตสะท้อนที่เกี่ยวสัมพันธ์   ถึงแม้อาการเจ็บป่วยของอวัยวะจะถูกขจัดแก้ไขทุเลาดีขึ้น   แต่เนื่องจากเขตสะท้อนที่เกี่ยวสัมพันธ์ยังมีอาการผิดปกติหรือเจ็บปวดซ่อนเร้นอยู่   ไม่ช้าไม่นานอาการของสะท้อนที่ปะทุรุนแรงออกมา   ก็จะส่งผลทำให้อวัยวะภายในร่างกายที่เกี่ยวสัมพันธ์เกิดอาการเจ็บป่วยไม่สบายตามมา    เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่วงการแพทย์ไม่ได้บำบัดโรคอย่างทั่วหน้า   ทำให้การบำบัดประสิทธิภาพดีไม่เท่าที่ควร

แล้วเราจะทำยังไรถึงจะสามารถฟื้นฟูสุขภาพและภูมิคุ้มกันแข็งแรงดีขึ้น   ป้องกันไม่เกิดเป็นโรคร้ายต่างๆ  ของหลอดเลือด


                 1.  ต้องพยายามเคลื่อนไหวร่างกายให้มากเท่าทีจะมากได้  โดยปกติผู้ที่มีการเคลื่อนไหวร่างกายมากผู้ที่ใช้แรงงานในการทำงานอยู่ตลอดเวลาทั้งวัน  เลือดลมจะไหลเวียนในร่างกาย    และสุขภาพดีกว่าผู้ที่ใช้แต่สมองนั่งทำงานบนเก้าอี้หน้าจอคอมพิวเตอร์อยู่ทั้งวัน   หรือไม่ต้องออกกำลังกายให้เป็นประจำทุกวัน  (ไม่ใช่ออกกำลังกายแค่อาทิตย์ละ  3-4 วัน)  และการออกกำลังกายต้องปฏิบัติให้ถูกหลักวิธี   เพื่อให้สอดคล้องกับเลือดที่ไหลเวียนอยู่ในระบบหลอดเลือดของร่างกายเรา   เพราะหลอดเลือดในร่างกายเราเป็นวงจรปิด   การไหลเวียนของเลือดในหลอดเลือด   จะไหลเวียนอยู่อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ  โดยการไหลเวียนหนึ่งรอบใช้เวลาประมาณ  30 นาที  ฉะนั้นการออกกำลังกายที่ถูกหลักวิธีการ  คือ  ก่อนออกกำลังกายต้องอบอุ่นร่างกาย  (โดยเฉพาะผู้ที่ออกกำลังกายประเภทรุนแรง  ยิ่งต้องอบอุ่นร่างกายให้เพียงพอ)  ช่วงบริหารการออกกำลังกายต้องต่อเนื่องสม่ำเสมอ  ไม่ใช่ทำ ๆ หยุด ๆ ใช้เวลาขั้นต่ำอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง  เช่น  รำมวย  รำมวยไท้เก๊ก  การวิ่งจ๊อกกิ้ง  การขี่จักรยาน  การถีบจักรยาน  ว่ายน้ำให้ต่อเนื่องครึ่งชั่วโมง  การเดินขั้นต่ำ  30 -40  นาที  (การเดินฝีก้าวต้องเดินเร็วได้ระดับหนึ่ง  ไม่ใช่เดินอย่างช้าๆ สบายๆ )  ในเวลาเดียวกันวิธีการออกกำลังต้องให้สอดคล้องกับสุขภาพ  พลังร่างกายของตนที่มีอยู่อย่าหักโหม   เช่นบางคนปกติไม่ได้ออกกำลังกายเป็นประจำทุกวัน   แต่พอมีเวลาออกกำลังกายก็ออกกำลังกายเพิ่มมากถึง  2 –  3  ชั่วโมง  วิธีดังกล่าวนี้นอกจากจะเผาผลาญพลังร่างกายเกินควรแล้ว   ยังมีความเสี่ยงสูงอาจทำให้อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งในร่างกายเกิดการสะดุดบาดเจ็บและเกิดเจ็บป่วยไม่สบายตามมา

                    ทั้งนี้  การออกกำลังกายที่ถูกหลักวิธีการ หลังจากเราออกกำลังกายถึงระยะเวลาหนึ่ง  อวัยวะทุกส่วนและกลไกระบบต่างๆ  ภายในร่างกายจะถูกปรับให้เข้าสู่สมดุลสูงสุดและร่างกายก็จะหลั่ง “สารเอ็นดอร์ฟิน (Endorphin)” ออกมารับใช้สุขภาพ  ซึ่งสารเอ็นดอร์ฟินนี้เป็นยาวิเศษที่ช่วยเสริมสร้างปรับปรุงร่างกายเราให้เข้าสู่สมดุล  และทยอยปรับภูมิคุ้มกันร่างกายแข็งแรงดีขึ้นสาร  Endorphin  นี้จะอยู่กับเราประมาณ  12 ชั่วโมง   ถ้าผู้ใดมีเวลาควรออกกำลังกายวันละ  2 รอบ  เช้า – เย็น  ร่างกายเราจะได้ถูกปรับเข้าสู่สมดุลตลอดเวลา

                   2.   บริโภคอาหารให้ถูกหลักอนามัย  พยายามทานอาหารให้ครบ  5 หมู่  และเน้นบริโภคอาหารจากธรรมชาติเป็นหลัก  แต่ถ้าผู้ใดจำเป็นต้องเสริมทานวิตามิน  หรืออาหารเสริมบางอย่างก็สมควรปรึกษาจากแพทย์ก่อน  มิฉะนั้นถ้าหากสารยาเคมีหรืออาหารเสริมที่มีสารเคมีผสมที่เราบริโภคเข้าไปในร่างกาย   มิได้ถูกร่างกายเราดูดซึมไปใช้เป็นประโยชน์หรือดูดซึมได้เพียงเล็กน้อย   และสารเคมีที่เหลือมิได้ถูกขับออกจากร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพ  ก็จะกลายเป็นของเสีย  สารพิษตกค้าง  และสะสมในร่างกาย

                  บริโภคอาหารให้ถูกหลักอนามัย   พยายามหลีกเลี่ยงทานอาหารประเภทที่รสจัด  เช่น  เค็มจัด  เผ็ดจัด  เปรี้ยวจัด  อาหารที่ปรุงแต่งเกินควร  ฯลฯ  รวมทั้งอาหารเครื่องดื่มที่มีสารกาแฟอิน   รวมทั้งเหล้า  แอลกอฮอล์    เนื่องจากอาหารเครื่องดื่มที่เจือปนด้วยสารกาแฟอิน   รับประทานบ่อยครั้งนานวันจะบั่นทอนประสิทธิภาพของการทำงานของไต  ทำให้ไตพร่องประสิทธิภาพงานตกต่ำ  ถ้าหากไตเราพร่องแล้ว   อาการเจ็บป่วยไม่สบาย  ปัญหาต่างๆ ก็ตามเกิดขึ้น  เช่น  ขับปัสสาวะไม่รื่บ  ระบบย่อยขับถ่ายอ่อนแอ  ท้องผูก  (ไต ทำหน้าที่กลั่นกรอง  ควบคุมการปัสสาวะ  อุจจาระ)  กระดูก  ข้อต่อต่างๆ  อาจบกพร่องเจ็บปวดอักเสบตามมา  (สารจำเป็นของไต  สร้างเป็นไขกระดูก  เสริมความแข็งแกร่งของข้อต่อกระดูก)  รวมทั้งอาการเจ็บปวดไม่สบายอื่นๆ  ตามมา       (ไตควบคุมหยินและหยางและการปฏิบัติหน้าที่งานของอวัยวะต่างๆ  ภายในร่างกาย

                 ในที่นี้ผมแนะนำให้เสริมบริโภคมันเทศ  แก้วมังกร  (สีม่วง)   หรือข้าวโพดนึ่ง   มาช่วยระบบย่อยขับถ่ายของเรา     โดยเฉพาะมันเทศมีประโยชน์ต่อการช่วยย่อยขับถ่ายมาก  แพทย์จีน  (กระทรวงสาธารณสุขจีน) และสื่อตะวันตก  ยกย่องเป็นพืชผักอันดับหนึ่งของการต่อต้านมะเร็งลำไส้   สามารถรับประทานแบบนึ่ง  เผา  หรือมันเทศต้มขิง (ขิงแก่)  มันนึ่งเผาสามารถรับประทานได้บ่อยๆ  แต่มิควรทานเวลาช่วงเย็น  เพราะอาจทำให้ท้องจุกแน่น  ส่วนมันเทศต้มขิง  ทานอาทิตย์ละ  2 – 3 ครั้งก็พอ  เนื่องจากขิงแก่เผ็ด  ทานมากจะบั่นทอนถูกไต   มะขามหวานก็เป็นผลไม้หนึ่ง  ช่วยย่อยขับถ่ายได้ค่อนข้างดี   แต่ต้องรับประทานปริมาณมากระดับหนึ่ง  ขั้นต่ำต้อง  10 ฝัก

                  3.  นำแพทย์ทางเลือกสามประสานมาเสริมสร้างสุขภาพ   และเสริมช่วยวงการแพทย์ขจัดแก้ไขอาการโรคต่างๆ  โดยเฉพาะเกี่ยวกับอาการโรคหลอดเลือด


หน้าที่สรีระและประโยชน์ที่จะได้รับของแต่ละศาสตร์

พลังแห่งการนวดฝ่าเท้า

ทำไมจะต้องนวดฝ่าเท้า

ประโยชน์ที่ได้รับจากการนวดฝ่าเท้าแบบจีน

ทฤษฎีของการนวดฝ่าเท้า

                   4 -5 พันปีมนุษย์ก็ค้นพบว่าที่  2  ข้างฝ่าเท้าร่างกายมนุษย์มีเขตสะท้อนกระจายอยู่มากมาย  (ประมาณ  64 เขต)  แต่ละเขตมีเกี่ยวสัมพันธ์กับเลือดที่ไหลเวียนหล่อเลี้ยงอย่างเน้นเฟ้น   และแต่ละเขตสะท้อนมีเกี่ยวสัมพันธ์กับอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งในร่างกาย   กล่างคือ   ถ้าหากเขตสะท้อนใดเกิดอาการเจ็บปวด   เลือดไหลเวียนติดขัดก็จะสะท้อนไปถึงอวัยวะภายในร่างกายที่เกี่ยวสัมพันธ์   เกิดมีอาการเจ็บปวดไม่สบาย  เช่นเดียวกันถ้าอวัยวะภายในร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่งเกิดมีอาการเจ็บป่วยไม่สบาย   ก็จะสะท้อนไปที่เขตสะท้อนฝ่าเท้าที่เชื่อมสัมพันธ์เกิดอาการเจ็บปวดหรือผิดรูปทรง   ซึ่ง  2 ข้างฝ่าเท้ายังมีเส้นลมปราณ   จุดลมปราณ   เส้นประสาท  เซลล์ประสาท   แต่ละฝ่าเท้ามีปลายประสาทรับความรู้สึก  7,200  ตัว  เท้าจึงมีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพร่างกาย   เป็นศูนย์รวมของประสาทเป็นเงากระจกส่องสะท้อนสุขภาพร่างกายเรา


การนวดฝ่าเท้ามี  2  วิธีการคือ


1.  การนวดด้วยใช้เท้าเปล่าเหยียบย่ำกับพื้นผิวดิน

2.  นวดด้วยการใช้มือนวด

                  การนวดฝ่าเท้าแบบใช้เท้าเปล่าเหยียบย่ำกับพื้นผิวดิน    เป็นวิธีนวดแบบดังเดิม  คนสมัยก่อนสมัยโบราณ  ดำเนินชีวิตเคลื่อนไหวร่างกายด้วยเท้าเปล่า   2 ข้างฝ่าเท้าจะเหยียบย่ำกับพื้นผิวดิน   นวดสัมผัสกับดิน ทราย  กิ่งไม้  ใบไม้แห้ง  เขตสะท้อน  2  ข้างฝ่าเท้าจะถูกนวดถูกระตุ้นอยู่ตลอดเวลา   ร่างกายก็จะถูกปรับเข้าสู่สมดุล   คนโบราณคนสมัยก่อนจึงมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง

                    การนวดฝ่าเท้าด้วยการใช้มือนวด      เวลาเราทำการนวดฝ่าเท้ากับเขตสะท้อนที่มีอาการเจ็บปวดหรือเปลี่ยนรูปทรง  พลังแรงนวดได้กระตุ้นถูกเซลล์ประสาทที่หล่อเลี้ยงอยู่รอบข้างเขตสะท้อนและอวัยวะภายในที่เกี่ยวสัมพันธ์  (โดยผ่านศูนย์กลางประสาทเชื่อมโยง)   ทำให้เซลล์ประสาทเหล่านี้ตื่นตัวและทำงานอย่างกระฉับกระเฉง  พร้อมทั้งผลักดันให้ระบบเลือดไหลเวียนดีขึ้น โดยเฉพาะได้ผลักดันให้เม็ดเลือดขาวเคลื่อนตัวเข้ามากำจัดของเสียสารพิษออกจากผนังหลอดเลือด  ทำให้หลอดเลือดขยายกว้างขึ้น   เลือดไหลเวียนอย่างมีประสิทธิภาพ  อาการเจ็บปวดที่มีอยู่ก็จะทยอยทุเลาหายดี  

นวดฝ่าเท้าแบบจีนแตกต่างกับการนวดฝ่าเท้าเพื่อสุขภาพอย่างไร?

                    นวดฝ่าเท้าแบบจีน   มีประวัติยาวนานมา  4,000 – 5,000 ปี  เป็นวิธีนวดฝ่าเท้าที่สามารถนำมาเสริมสร้างสุขภาพและขจัดแก้ไขอาการโรคต่าง  ๆ  ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

                   เมื่อ   15  ปีก่อน   อ.สุทัศน์   กุลสันติพงศ์เดินทางไปที่เมืองจูไห่  (ติดกับมาเก๊า)  สาธารณรัฐประชาชนจีน   เพื่อศึกษาวิธีนวดฝ่าเท้าแบบจีนกับ   “อาจารย์จงเชิงเวย”  ซึ่งเป็นวิชานวดฝ่าเท้าประจำตระกูลและปกติความรู้และวิชาชีพดังกล่าวจะถ่ายทอดให้เฉพาะลูกหลานในตระกูลเท่านั้น    แต่ผมโชคดีที่อาจารย์จงเชิงเวยเชื่อใจรับผมเป็นลูกศิษย์  พร้อมทั้งถ่ายทอดวิชาชีพนี้ให้กับผม

                   วิธีการนวดฝ่าเท้าแบบจีนตำรับอาจารย์จงเชิงเวย    เน้นการใช้ไม้นวดเป็นหลักประสานกับใช้มือนวดบางเวลา    โดยการนวดต้องนวดแบบมีระบบ สม่ำเสมอต่อเนื่อง  และนวดต้องหันไปทิศทางเดียวกัน  คือ   นวดหันเข้าสู่ร่างกายสู่ปอดสู่หัวใจ   เพื่อผลักดันให้เลือดลมในร่างกายไหลเวียนอย่างมีพลังมีประสิทธิภาพ  

                   ทั้งนี้   การนวดฝ่าเท้าแบบจีนสามารถนวดได้ทุกวัน   วันหนึ่งนวดได้  2-3 ครั้ง  ยิ่งนวดสุขภาพก็จะยิ่งแข็งแรง   ต่างกับการนวดฝ่าเท้าเพื่อสุขภาพทั่วไปที่มีอยู่ในสังคมปัจจุบันซึ่งวันหนึ่งห้ามนวดเกิด  1 ครั้ง  อาทิตย์หนึ่งนวดได้ไม่เกิน  3  ครั้ง   และเพียงนวดเพื่อสุขภาพไม่มีผลต่อการรักษา

พลังจากการนวดกดจุดลมปราณ

                 5 พันปีก่อน  คนจีนก็เรียนรู้ในร่างกายมนุษย์มีระบบเส้นลมปราณ  ระบบเส้นลมปราณทำงานเป็นโครงข่าย   นอกจากเส้นลมปราณต่างๆ ในร่างกายมีเกี่ยวสัมพันธ์เชื่อมโยงซึ่งกันและกัน   ยังเชื่อมโยงต่ออวัยวะต่างๆ  และกระดูก    เส้นเอ็น    เนื้อเยื่อ    ผิวหนังในร่างกาย

ส่วนประกอบของระบบเส้นลมปราณ

                    ระบบเส้นลมปราณ  คือ  ระบบโครงข่ายของเส้นลมปราณหลักและเส้นลมปราณย่อย   ที่เชื่อมโยงอวัยวะภายในกับร่างกายส่วนนอก  คือ  ผิวหนัง  กล้ามเนื้อ   เอ็น  กระดูก   อวัยวะรับรู้  เป็นต้น

                   เส้นลมปราณหลัก  ประกอบด้วย  เส้นลมปราณปกติ  12  เส้นซึ่งกระจายอยู่ตาม  2  ข้างแขน  ข้างละ  6  เส้น  ซึ่งมี

                   -   เส้นลมปราณมือไท่อินปอด

                   -   เส้นลมปราณมือเจวอินเยื่อหุ้มหัวใจ

                   -   เส้นลมปราณมือซ่าวอินหัวใจ

                   -   เส้นลมปราณมือหยางหมิงลำไส้ใหญ่

                   -   เส้นลมปราณมือซ่าวหยางซานเจียว

                   -   เส้นลมปราณมือไท่หยางลำไส้เล็ก

                    กระจายที่เท้า  6 เส้น ซึ่งมี

                    -   เส้นลมปราณเท้าไท่อินม้าม

                    -   เส้นลมปราณเท้าเจวอินตับ

                    -   เส้นลมปราณเท้าซ่าวอินไต

                    -   เส้นลมปราณเท้าหยางหมิงกระเพาะอาหาร

                    -   เส้นลมปราณเท้าซ่าวหยางถุงน้ำดี

                    -   เส้นลมปราณเท้าไท่หยางกระเพาะปัสสาวะ

                    เส้นลมปราณปกติ  12  เส้นนี้ยังแตกแขนงเป็นเส้นลมปราณแขนง  และเส้นลมปราณย่อยซึ่งเส้นลมปราณย่อย   จะทำหน้าที่ไปเชื่อมโยงกับอวัยวะภายในร่างกายที่เกี่ยวสัมพันธ์  เช่น

                   เส้นลมปราณมือไท่อิงปอด  จะมีแตกเส้นลมปราณย่อยเส้นหนึ่งไปเชื่อมโยงกับปอด

                   เส้นลมปราณเท้าหยางหมิงกระเพาะอาหาร  จะมีเส้นลมปราณย่อยไปเชื่อมโยงกับกระเพาอาหาร

                  นอกจากมีเส้นลมปราณต่างๆ  กระจายอยู่ตามทั่วร่างกายยังมีจุดลมปราณอีกประมาณ  409  ซึ่งกระจายอยู่ตามเส้นลมปราณต่างๆ  ของทั่วร่างกาย

ประโยชน์และหน้าที่สรีระของระบบเส้นลมปราณ

  1. เชื่อมโยงอวัยวะเนื้อเยื่อและส่วนต่างๆ  ของร่างกาย
  2. สำเลียงเลือดและลมปราณไปหล่อเลี้ยง  และเนื้อเยื่อต่างๆ  ให้ทำงานเป็นปกติและมีภูมิต้านทานการรุกรานของสาเหตุโรคจากภายนอก
  3. ถ่ายทอดความรู้สึกระหว่างอวัยวะภายในกับผิวหนัง
  4. ปรับสมดุลในการทำงานของร่างกาย


                 

                 

             


พลังมหัศจรรย์แห่งการวางถ้วยดูดสุญญากาศ

                   ทฤษฎีของการวางถ้วยดูดระบบสุญญากาศ (Vacuum Cupping)ในการบำบัดอาการโรคต่างๆ อาศัยการปฏิบัติงานของชุดเครื่องปั้มดูดระบบสุญญากาศ ปั้มดูดอากาศออกจากภายในบริเวณถ้วย ความกดดันของสุญญากาศดึงดูดผิวหนังให้นูนสูงขึ้น บริเวณผิวหนังดังกล่าว ถูกกระตุ้นถูกกดดันทำให้เนื้อเยื่อถูกทำลาย ผลักดันให้เลือดลมไหลเวียนเข้ามาหล่อเลี้ยงบริเวณดังกล่าวเพิ่มมากขึ้น ในเวลาเดียวกันก็ได้ผลักดันให้เส้นลมปราณ จุดต่างๆ ของเส้นลมปราณ เซลล์ของเส้นประสาท เซลล์ของเลือดเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้านพยาธิวิทยา ผลักดันให้เม็ดเลือดขาวเคลื่อนตัวเข้ามากำจัดสิ่งแปลกปลอม สารพิษเชื้อโรค ของเสียต่างๆ เหล่านี้ถูกขจัดออกจากผนังของหลอดเลือดประสานกับการกดดันของถ้วยดูด และการปฏิบัติหน้าที่งานของผิวหนัง ของเสียสารพิษบางส่วนจะถูกดูดออกจากรูขุมขนของผิวหนังโดยตรง สะท้อนออกเป็นไอน้ำ หยดน้ำเกาะติดอยู่กับผนังของถ้วยดูด บางส่วนจะถูกดูดมาเกาะติดอยู่กับผิวหนัง (สะท้อนออกเป็นสีผิวต่าง ๆ) จากนั้นจะถูกขจัดออกจากร่างกายพร้อมกับเหงื่อ หรือสลายไปตามเลือดลมที่หมุนเวียนอยู่ในระบบหลอดเลือด ถูกขับออกจากร่างกายโดยทางปัสสาวะและอุจจาระ

                   เมื่อของเสียสารพิษต่าง ๆ ถูกขจัดออกจากผนังหลอดเลือดแล้ว   ผนังหลอดเลือดขยายกว้างขึ้น  ทำให้เลือดลมซึ่งไหลเวียนอยู่ในระบบหลอดเลือดเป็นไปอย่างระเบียบ  อวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกายที่ได้รับเลือดมาหมุนเวียนหล่อเลี้ยงอย่างสม่ำเสมอ   ก็จะปรับการปฏิบัติหน้าที่งานเข้าสู่ปกติและมีประสิทธิภาพ ทั่วทั้งร่างกายก็จะถูกปรับเข้าสู่สมดุล

                   ทั้งนี้    จากหลักฐานในประวัติศาสตร์และบันทึกทางการแพทย์พบว่า   คนจีนเรียนรู้วิธีใช้ถ้วยดูดระบบสุญญากาศมาบำบัดอาการโรคต่าง  ๆ ยาวนานมากว่า 2000 ปี  ซึ่งแรกเริ่มเดิมที่ใช้  “เขาสัตว์”   เป็นเครื่องมือในการรักษา   โดยนำมาทำเป็นกล่อง   เสร็จแล้วนำไปต้มกับน้ำร้อนหรือจุดไฟลนให้เกิดสูญญากาศ   จากนั้น   นำมาครอบบำบัดอาการโรคต่าง ๆ โดยเฉพาะบำบัดอาการที่เจ็บปวดอักเสบ  ดูดสารพิษ  ดูดลิ่มเลือดออกจากร่างกาย ออกจากบริเวณผิวหนังที่มีอาการอักเสบ   ต่อมาได้ถูกพัฒนามาเป็นลำดับ    โดยเปลี่ยนเป็นถ้วยทำด้วยไม้ไผ่หรือถ้วยแก้ว  แต่ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ยังต้องลนให้เกิดสุญญากาศเสมอ

                    2,000  กว่าปีที่ผ่านมา  เราพบว่า  แพทย์แผนจีนโบราณ หรือหมอชาวบ้านใช้ถ้วยดูดระบบสุญญากาศบำบัดอาการโรคต่าง ๆ ให้ชาวจีน  อย่างแพร่หลายในผืนแผ่นดินใหญ่   โดยเฉพาะตามชนบท   ตามสถานที่ห่างไกลจากหัวเมือง   และยังมีครัวเรือนไม่น้อยในประเทศจีน เรียนรู้ถึงประโยชน์และกรรมวิธีการใช้เครื่องมือแพทย์ชุดนี้   และได้สำรองเครื่องมือแพทย์นี้ไว้ในครัวเรือน เวลามีสมาชิกผู้ใดเกิดมีอาการเจ็บปวดหรือกระทั่งอักเสบตามบริเวณผิวหนังของอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งในร่างกาย   ก็จะนำถ้วยมาลนไฟแล้วครอบบำบัด   อาการเจ็บปวดหรือผิดปกติที่มีอยู่ ก็จะถูกขจัดแก้ไขบรรเทาหายได้โดยเร็ว

                   สำหรับตัวผมเองนั้น  มีโอกาสได้รับการถ่ายทอดวิชาถ้วยดูดระบบสุญญากาศจากศาสตราจารย์ ดร.วูชุนซี   ซึ่งเป็นชาวจี๋หลิง  เมืองที่ตั้งอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศจีน

                   ศาสตราจารย์ ดร.วูชุนซี   นอกจากเป็นแพทย์แผนจีนที่มีความเชี่ยวชาญในวิชาถ้วยดูดระบบสุญญากาศ      ในปี พ.ศ. 2536   ศาสตราจารย์ ดร.วูชุนซี   ยังประสบความสำเร็จในการผลิตชุดเครื่องปั๊มดูดอากาศแบบสมัยใหม่มาแทนการใช้ถ้วยแก้วลนไฟแบบดั้งเดิมอีกด้วย    ซึ่งความมหัศจรรย์จากพลังแห่งการค้นคิดทำให้โลกได้มีโอกาสใช้ชุดเครื่องมือปั๊มดูดที่ปลอดภัย    เพราะสามารถหลีกเลี่ยงการเกิดรอยไหม้บนผิวหนัง   และสามารถวางถ้วยดูดยาวนานกว่า  โดยไม่ก่อเกิดผลข้างเคียงใด ๆ ต่อสุขภาพผู้ป่วย 

                   ศาสตราจารย์ ดร.วูชุนซี   ได้นำชุดเครื่องปั๊มดูดสมัยใหม่ที่ถูกค้นคว้าและผลิตขึ้นมาประสานกับความรู้ทฤษฎีพื้นฐานแพทย์แผนจีน  โดยเฉพาะการบำบัดอาการโรคที่ต้องอิงกับระบบเส้นลมปราณ   และวิธีบำบัดที่เน้นบำบัดอาการโรคทั่วหน้า  (องค์รวม)  ควบคู่กับการบำบัดอาการเฉพาะโรคไปพร้อมกัน  และยังเป็นชุดถ้วยปั๊มดูดซึ่งประชาชนทั่วไปสามารถนำมาเสริมสร้างสุขภาพ   บำบัดอาการโรค (อาการไม่รุนแรง)  ด้วยตนเอง


ความลับใต้ถ้วยดูดสุญญากาศ

สะท้อนอาการ  สะท้อนสุขภาพ

                   หลังการวางถ้วยดูดสุญญากาศทิ้งระยะเวลาสักพัก  (ประมาณ  10-15 นาที)  จะพบมีรอยสีผิวเกิดขึ้นที่ผิวหนังภายในบริเวณถ้วยดูด    ซึ่งรอยสีเหล่านั้นก็คือของเสียหรือสารพิษที่ถูกดูดออกมาจากผนังหลอดเลือดและเกาะติดอยู่กับผิวหนัง   โดยแต่ละรอยสีจะสะท้อนถึงอาการผิดปกติของอวัยวะภายในร่างกาย และการปฏิบัติหน้าที่งานบกพร่องของลมปราณที่แตกต่างกันออกไปกล่าวคือ

สีขาว    -   เมื่อสัมผัสแล้วรู้สึกเย็น สะท้อนถึงอาการพร่องของลมปราณและเลือดที่หล่อเลี้ยงไม่เพียงพอ

สีแดง    -   สะท้อนถึงการไหลเวียนผิดระเบียบของเลือดลม อิน(หยิน)พร่อง  หยางสูง ความร้อนพุ่ง สูงทำให้เกิดอาการปวดหัวตัวร้อน  เป็นต้น

สีแดงอ่อนควบสีเหลือง  -  สะท้อนถึงความชื้นเกาะติด  หรืออาจกระทบกระเทือนจากความเย็นและความร้อนภายนอก

สีม่วงและมีรอยของสีเทา  -  สะท้อนถึงมีความหนาวเย็น  และมีลิ่มเลือดเกาะติด 

ผิวสีเป็นสีม่วงเข้มอ่อนกระจาย  -   สะท้อนถึงลมปราณติดขัด  และมีลิ่มเลือดเกาะติดบางส่วน

สีดำคล้ำ   -   สะท้อนถึงลิ่มเลือดเกาะติด  เลือดลมไหลเวียนติดขัด  ปวดประจำเดือนหรือการ ปฏิบัติงานพร่องของหัวใจ

                   ของเสียสารพิษต่างๆ  ที่ถูกดึงดูดออกมาเกาะติดอยู่ตามผิวหนัง  บางส่วนจะถูกขับออกโดยทางผิวหนังในลักษณะของเหงื่อ  บางส่วนจะถูกขับให้ไหลเวียนไปตามเลือดลมที่ไหลเวียนในระบบหลอดเลือด   ออกทางปัสสาวะและอุจจาระ  ถ้าหากทำการดูดบำบัดต่อเนื่อง  ของเสียสารพิษก็จะทยอยถูกขจัดถูกสลายไปทีละน้อย   ผิวสีก็จะทยอยจางหายปรับกลมกลืนดั่งผิวสีปกติ  สอดคล้องกับสุขภาพร่างกายที่ถูกปรับปรุงแข็งแรงดีขึ้น  แต่ถ้าหากเป็นสีม่วงคล้ำหรือสีดำคล้ำหลังใช้ถ้วยดูดสุญญากาศต่อเนื่องหลายวันแล้วผิวสียังไม่ถูกปรับปรุงดีขึ้น   นั่นสะท้อนให้เห็นว่าบริเวณดังกล่าวมีลิ่มเลือดเกาะติดมากและเกาะลึก    ซึ่งจำเป็นต้องใช้เข็มเฉพาะมาเจาะแทงบริเวณผิวหนังดังกล่าว  (เจาะแทงเบาๆ  โดยไม่ก่ออาการเจ็บปวดใด ๆ ต่อผิวหนัง)   และทยอยดูดเอาลิ่มเลือดออก  

                   อย่างไรก็ตาม   ในกรณีพิเศษบางกรณี    ผู้ป่วยบางรายที่มีอาการบวมแล้ววางถ้วยดูดที่จุดลมปราณที่มีอาการเจ็บปวดต่อเนื่องหลายวัน   ก็ยังไม่สะท้อนออกเป็นสีม่วงคล้ำหรือดำคล้ำ   แต่สะท้อนออกเป็นสีผิวขาวหรือสีแดงอ่อน  เมื่อสัมผัสกดนวดถูกยังรู้สึกเจ็บปวดมาก   ก็ถือเป็นอาการอีกรูปแบบหนึ่งที่สะท้อนถึงความชื้นและลิ่มเลือดเกาะติดได้เช่นเดียวกัน

 

ดูดของเสีย-สารพิษ-ลิ่มเลือด

ออกจากรูขุมขน

                   โดยปกติบริเวณผิวหนังใด  จุดลมปราณใด  รวมทั้งอวัยวะภายในร่างกายที่เกี่ยวสัมพันธ์กับจุดลมปราณดังกล่าว   เมื่อเลือดลมที่ไหลเวียนหล่อเลี้ยงอยู่ติดขัด   จนเกิดอาการเจ็บปวดอักเสบ  บวม  หรือรูปทรงเปลี่ยนแปลง   หลังวางถ้วยดูดสักพักจะพบผนังถ้วยดูดที่วางดูดอยู่  มีไอน้ำหรือหยดน้ำเกาะติด   ซึ่งนั่นสะท้อนถึงก๊าซเสีย   (คาร์บอนไดออกไซด์)  หรือความชื้น  (ส่วนเกินในร่างกาย)  ที่เกาะติดอยู่กับจุดลมปราณหรือผนังหลอดเลือดของอวัยวะที่เกี่ยวสัมพันธ์ถูกดูดออกมา

                   สำหรับผู้ป่วยบางท่านที่มีอาการโรคเรื้อรังและรับประทานยาเคมีมายาวนานเป็นปี ๆ  หรือบางท่านที่ดำเนินชีวิตอยู่กับสิ่งแวดล้อมบริเวณที่มีก๊าชพิษ  สารเคมีปกคลุม  เช่น โรงงานที่ทำการผลิตสินค้าเกี่ยวข้องกับสารพิษสารเคมีหลังวางถ้วยสักพัก    จะสังเกตเห็นบริเวณผิวหนังบางแห่งที่วางถ้วยครอบดูดจะมีตุ่มต่าง ๆ  เกิดขึ้น  บางตุ่มเป็นน้ำใส ๆ  หรือเจือปนด้วยน้ำเหลือง  บางตุ่มเป็นเส้นเลือดฝอยสีแดง  หรือกระทั่งเป็นลิ่มเลือด    สะท้อนถึงสารพิษต่าง  ๆ  ที่สะสมเกาะติดอยู่กับผนังหลอดเลือด   ได้ถูกขจัดถูกดูดออกมารวมเป็นตุ่ม  และเกาะติดอยู่กับผิวหนัง   เมื่อตุ่มสารพิษต่าง ๆ  เหล่านี้ทยอยถูกขจัดออก   ผนังหลอดเลือดก็จะขยายกว้าง    เลือดไหลเวียนผ่านก็จะราบรื่นไหลเวียนอย่างมีพลังสม่ำเสมอ

                   ส่วนวิธีจัดการกับตุ่มสารพิษเหล่านี้  เราเพียงแต่ใช้เข็มเฉพาะ (เช็คทำความสะอาดฆ่าเชื้อด้วยแอลกอฮอล์)  แทงเขี่ยให้น้ำเหลวหรือลิ่มเลือดไหลออก  หลังจากนั้นใช้ยาแอลกอฮอล์เช็ดฆ่าเชื้อทำความสะอาดบริเวณผิวหนังดังกล่าว    โดยผู้ป่วยสามารถอาบน้ำได้ตามปกติ  แต่อย่าใช้สบู่ล้างหรือใช้ผ้าขนหนูเช็ดถูถูก  

                   ทั้งนี้   บริเวณผิวหนังใดมีตุ่มสารพิษเกิดขึ้น   บริเวณผิวหนังดังกล่าวต้องวางถ้วยดูดครอบดูดต่อเนื่อง   และทยอยดูดตุ่มสารพิษต่าง ๆ  เหล่านี้ออกมาให้หมด   เมื่อดูดจนไม่พบมีตุ่มสารพิษใด ๆ  เกิดขึ้น  บริเวณผิวหนังดังกล่าวก็จะตกสะเก็ด   หลังจาก 3-4 วันสะเก็ดที่มีอยู่จะทยอยหลุดออก     จากนั้นบริเวณผิวหนังดังกล่าวจะปรับเข้าสู่ปกติ  แต่ถ้าหลังมีตุ่มเกิดขึ้นแล้วไม่ทำการวางถ้วยครอบดูดต่อเนื่อง  สารพิษต่าง ๆ  ที่เหลือมิได้ถูกขจัดดูดออกมา    ก็จะทำให้บริเวณผิวหนังดังกล่าวเกิดอาการบวมแดง  หรือสีผิวที่สะท้อนออกอาการผิดปกติจะไม่สามารถจางหายในระยะเวลาสั้น

                   สำหรับวิธีขจัดตุ่มสารพิษต่าง ๆ  ออกจากผนังหลอดเลือด  และวิธีนำเข็มเฉพาะมาเจาะแทงบริเวณผิวหนังแล้วดูดสารพิษ  ลิ่มเลือด  ออกจากบริเวณที่วางถ้วยดูดนั้น   เป็นวิธีบำบัดที่มีประสิทธิภาพประสิทธิผล  ปลอดภัยและไม่ก่อเกิดผลข้างเคียงใด ๆ  ต่อผิวหนังต่อสุขภาพผู้ป่วย

เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะ

                   หนึ่ง  -  เข็มที่เราใช้แทงตุ่มสารพิษเพื่อขจัดน้ำเหลืองเสีย  หรือลิ่มเลือดออกจากตุ่ม  หรือเข็มที่เราใช้เจาะแทง (เบา ๆ ) บริเวณพื้นที่ผิวหนัง   หรือตามข้อต่อเพื่อกำจัดดูดสารพิษ  ลิ่มเลือดออกบริเวณดังกล่าว   เข็มที่ใช้จะใช้เฉพาะกับผู้ป่วยรายบุคคล  ก่อนทำการแทงเขี่ยหรือเจาะแทง   และเมื่อเสร็จสิ้นการบำบัดต้องใช้แอลกอฮอล์ทำความสะอาดฆ่าเชื้อ   ส่วนเข็มเจาะแทงใช้เฉพาะต่อบุตตลและใช้เพียงครั้งเดียว     เช่นเดียวกับจุดลมปราณหรือบริเวณผิวหนังที่จะทำการบำบัด     ทั้งก่อนและหลังบำบัดต้องใช้แอลกอฮอล์เช็ดฆ่าเชื้อทำความสะอาด  บริเณดังกล่าวเสมอ

                   สอง  -  บริเวณผิวหนังที่วางถ้วยดูดเป็นสุญญากาศ  เชื้อโรคจากภายนอกจะไม่สามารถแทรกซึมเข้าไปในบริเวณผิวหนังดังกล่าวได้  ฉะนั้นบริเวณผิวหนังดังกล่าวหลังทำการขจัดตุ่มสารพิษหรือลิ่มเลือดแล้วจะไม่ก่อเป็นแผลเป็นหรืออักเสบ   

                   และเมื่อของเสียสารพิษต่าง ๆ  ทยอยถูกขจัดออกจากผนังหลอดเลือดของอวัยวะต่าง ๆ  ภายในร่างกาย   ผ่านจุดลมปราณตามบริเวณผิวหนังที่วางถ้วยดูดจนหมด   สีผิวต่าง ๆ  ที่เคยปรากฏบนผิวหนังจะทยอยจางหายและถูกปรับเข้าสู่ภาวะปกติโดยปริยาย  

                   ฉะนั้น  วิธีบำบัดดังกล่าวจึงไม่ก่อเกิดผลข้างเคียงใด ๆ  ต่อสุขภาพผู้ป่วย   รวมทั้งผู้ป่วยที่มีอาการโรคเบาหวาน

 

เมื่อแพทย์ทางเลือกสามประสาน

ผนึกพลังกับแพทย์ปัจจุบัน

                   ในยุคสมัยที่ประเทศจีนยังเป็นประเทศเกษตรกรรม   คือมุ่งเน้นผลจากภาคผลิตเกษตรกรรมเป็นหลัก   แต่ละวิชาชีพของแพทย์ทางเลือกสาม   คือ  การนวดฝ่าเท้า   นวดกดจุดลมปราณ   และการวางถ้วยดูดระบบสุญญากาศ   ได้ถูกแพทย์แผนจีนโบราณ   หมอชาวบ้าน  นำมาขจัดบำบัดอาการโรคต่าง ๆ  อย่างแพร่หลาย

                   ขณะที่ในยุคปัจจุบัน   ในยุคที่ทั้งประเทศจีนหรือประเทศไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างมโหฬาร   โดยเฉพาะวิธีดำเนินชีวิตของผู้คนส่วนมากที่สวนทางขัดกับธรรมชาติ   อันเป็นสาเหตุทำให้สุขภาพร่างกายทรุดโทรมอ่อนแอ  ด้อยสภาพลงไปเรื่อย ๆ  ซ้ำร้ายอาการโรคเรื้อรังหลาย ๆ  อย่าง  ยังไม่สามารถถูกวงการแพทย์ขจัดแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพ     การนวดฝ่าเท้า  การนวดกดจุดลมปราณและการวางถ้วยดูดสุญญากาศถือเป็นแพทย์ทางเลือกสามประสานที่สามารถนำมาใช้อุดช่องโหว่ที่เกิดขึ้นได้อย่างดี    เพราะได้รับการพิสูจน์แล้วว่าช่วยเสริมวงการแพทย์ปัจจุบันขจัดแก้ไขอาการโรคต่าง ๆ  รวมทั้งอาการโรคที่เรื้อรังได้ประสิทธิภาพและประสิทธิผล

เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะ

                   1.   เป็นแพทย์ทางเลือกที่เน้นกระตุ้นผลักดันให้เขตสะท้อนที่กระจาย  2 ข้างฝ่าเท้า  เส้นลมปราณ  และจุดลมปราณต่างๆ รวมทั้งเส้นประสาทและเซลล์ประสาทต่าง ๆ ที่กระจายทั่วทั้งร่างกาย  ตื่นตัว  ปฏิบัติหน้าที่งานอย่างมีประสิทธิภาพ  ส่งผลผลักดันให้เลือดไหลเวียนในระบบหลอดเลือดเป็นไปอย่างมีระเบียบ  มีพลัง สม่ำเสมอ  และผลักดันให้อวัยวะต่าง ๆ  รวมทั้งกลไกระบบต่าง ๆ  ในร่างกายปรับเข้าสู่ปฏิบัติหน้าที่งานอย่างมีประสิทธิภาพ  โดยเฉพาะกลไกระบบย่อยขับถ่าย   ระบบกลั่นกรองและระบบดุลยภาพบำบัดปฏิบัติหน้าที่งานที่มีประสิทธิภาพ   ร่างกายมนุษย์เราก็จะสามารถขับของเสียสารพิษต่างๆ  ออกจากร่างกายที่มีประสิทธิภาพ

                   2.   เป็นวิธีเสริมสร้างสุขภาพและบำบัดโรคอย่างทั่วหน้า (องค์รวม) ควบคู่กับการขจัดแก้ไขอาการเฉพาะไปพร้อม ๆ  กัน   เนื่องจากเป็นวิธีการบำบัดที่สามารถขจัดและดูดของเสียสารพิษต่าง ๆ  รวมทั้งลิ่มเลือดออกจากผนังหลอดเลือดและขับออกผ่านผิวหนังโดยไม่ก่อเกิดผลข้างเคียงใด ๆ  ต่อสุขภาพผู้ป่วย   เป็นวิธีดุลยภาพบำบัดที่ปรับเลือดในหลอดเลือด  ให้เป็นเลือดที่ไร้สารพิษ  มีพลังและฟื้นฟูกลับเข้าสู่การไหลเวียนอย่างมีระเบียบ   และส่งผลทำให้อวัยวะต่าง ๆ  ภายในร่างกาย   สามารถบูรณะซ่อมแซมโครงสร้างส่วนประกอบที่ทรุดโทรม  เสื่อมสภาพด้วยตนเอง   และฟื้นฟูกลับมาปฏิบัติหน้าที่งานอย่างมีประสิทธิภาพ  

                   ทั้งนี้   แพทย์ที่ญี่ปุ่น  เกาหลี  รวมทั้งแพทย์ตะวันตกวิเคราห์วิธีบำบัดดังกล่าวว่าเสมือนเป็นวิธีฟอกเลือดในร่างกาย  และเสมือนเป็นการผ่าตัด  แต่ไม่ก่อเกิดผลข้างเคียงใด ๆ   ต่อสุขภาพผู้ป่วย

                   3.เป็นแพทย์ทางเลือกที่ประชาชนทั่วไปสามารถนำมาเสริมสร้างสุขภาพ  ป้องกันโรค  หรือบำบัดโรค (แบบไม่รุนแรง) ด้วยตนเอง

 

                   

                  

                  

                 


 
 หน้าแรก  บทความ  เว็บบอร์ด  รวมรูปภาพ
view